มะตูม กับข้าวยามยาก

posted on 08 May 2012 17:39 by deathmoon  in Diary
 
 
     อยุ่เวรนอกเวลาที่อนามัยเพียงลำพัง และโชคดีจังที่คนไข้ไม่มาก เลยมีเวลามาปัดฝุ่นบล็อคตัวเองบ้าง เกรงว่าหากปล่อยไปช้านานกว่านี้ เพื่อนๆจะคิดว่าเลิกเล่นไปแล้ว เรื่องงานขอผ่าน ไม่พูดถึง
 
                แต่เราจะพูดถึงในวันนี้คือ เจ้าผลไม้ที่แข็งนอก อ่อนใน ที่มีชื่อว่า มะตูม  ผลไม้หลายประโยชน์กินกับข้าวก็ได้ ต้มกินเป็นน้ำหวานก็ดี 
 
                                                                                                                                                                          สมัยเด็กๆ ในยามแล้งแบบนี้ ถ้าที่บ้านไม่มีกับข้าว แม่ก็จะเอาเจ้ามะตูมนี้แหละมาให้กินกับข้าว
ข้าวเหนียวนึ่งสุกใหม่ๆร้อนๆกับมะตูมหอมๆ เข้ากั๊นเข้ากัน...Cool
 
               โดยวิธีการของแม่ ก็คือแม่จะเอามะตูมมาต้มทั้งผล พอสุกก็จะผ่าออก ข้างในผลมะตูมตรงบริเวณเปลือก จะมีเนื้อมะตูมสีเหลืองติดอยู่ แม่ก็จะเอาข้าวเหนียวร้อนๆ ใส่ลงไปกดให้แน่นๆให้เนื้อมะตูมติดมากับปั้นข้าวเหนียว แล้วเอาออกแจกจ่ายให้กับลูกๆ ได้กินกันอิ่มท้องไปอีกหนึ่งมื้อ นี่แหละอาหารคนยาก ยามยากยามลำบาก อะไรก็กลายเป็นอาหารได้ 
 
              ส่วน น้ำมะตูมนั้น จะได้กินก็ต่อเมื่อเหลือจากเอาไปวัด แม่จะเอามะตูมทั้งผล มาล้างให้สะอาด ขูดผิวที่กระดำกระด่างออกให้เกลี้ยง จากนั้นนำไปต้มในหม้อใหญ่ๆ ใส่น้ำเยอะๆ ต้มจนได้น้ำสีแดงใสๆ จึงตักผลมะตูมออกมา (เก็บไว้กินกับข้าว) ใส่น้ำตาลลงไป เอาให้หวานเจี้ยบๆ แล้วค่อยยกหม้อลงจากไฟ รอให้เย็น แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ตักใส่หม้ออีกใบ เอาไปถวายพระที่วัด ที่เราเรียกว่าน้ำปานะ นะแหละ ที่เหลือติดก้นหม้อ ก็เป็นของเด็กน้อยที่คอยเฝ้าเตา เด็กบ้านนอกอย่างเรา แค่นี้ก็สุดยอดแล้วววว
 
             หน้าแล้งแบบนี้ วันใหนเลิกงานเร็วกลับถึงบ้านก่อนมืด ก็จะไปเดินเลาะตามสวนหลังบ้าน ตามล่าหาเก็บมะตูม มาต้มกินเนื้อบ้าง กินน้ำบ้าง เอาไปแจกเด็กๆบ้าง แต่เด็กสมัยนี้เค้าไม่กินมะตูมกันแล้วเศร้าจัง Tongue out 
เลยเอาไปแจกบรรดาคุณยายทั้งหลายแทน ก็ยังเมินๆกันอีก มีบ้างที่เอาไปต้มทำน้ำมะตูมไปถวายพระที่วัด เวลาเปลี่ยน คนเราก็เปลี่ยนไปจริง ค่านิยมสมัยใหม่ อาหารที่หาได้ง่ายๆกลายเป็นของไร้ค่า ต้องเอาเงินตราไปแลกมา จึงจะมีคุณค่าทางโภชนาการหรือไงนะ Tongue out
 
            ว่าจะไม่บ่นแล้วนะ ก็บ่นจนได้ จบดีกว่าเดี๋ยวจะบ่นเป็นยายแก่ไปมากกว่านี้ ^_^ 
 
 
 

สงบจิต สงบใจ

posted on 12 Apr 2012 18:36 by deathmoon  in Diary
สงกรานต์แล้ว เข้าเวรเหมือนทุกปี แต่ปีนี้โชคดีได้หยุด 1 วัน ก่อนขึ้นเวรยาว 5 วันรวดเดียวคนเดียว ก็เลยถือโอกาสไปวัด ไปหาสถานที่สงบจิตสงบใจ เอาตัวเองไปอยู่ในทีที่ไม่มีใครรู้จักว่าเราเป็นใคร จะได้ไม่ต้องมีใครเข้ามาวุ่นวายกับเรา วัดคือสถานที่ที่เลือกไป แต่ไม่ใช่วัดในหมู่บ้านนะ ถ้าไปวัดในหมู่บ้านนะ ไ่ม่สงบหรอก มีแต่เรื่องให้ร้อนใจมากกว่า 
 
เอาภาพบรรยากาศอันแสนสงบมาให้เพื่อนๆได้ดูกัน ก่อนที่ฉันจะไปเข้าเวร ข้างถนนบ้าง ใน รพ.สต.บ้าง แล้วแต่เจ้านายเขาจะปรารถนาให้เป็นไป 
 
ไปดูรูปกันดีกว่า เพื่อนบางคนบอกว่าหลอนมาก ท่าทางจะผีดุ
 
 
สามเณรเดินมาบอกว่า โซนนั้นนะ ห้ามสีกาเข้าไปนะ เพราะเป็นสถานที่อาบน้ำ ทำกิจส่วนตัวของสงค์สงฆ์ เราก็เลยเดินไปอีกทาง พอเณรหันหลัง ก็เลยแอบถ่ายรูปเณรซะเลย 
 
 
ทางเดินจงกรมสำหรับญาติโยมที่มาจำศีล เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด อิอิ
 
ยามอัสดง   สงบเงียบ ราบเรียบ แลวังเวง 
 
วัดนี้เป็นวัดจริงๆ ไม่มีการสร้างวัตถุอะไรให้ใหญ่โตโอ้อ่า โฆษณาเชิญชวนให้คนมาทำบุญ แต่ทุกคนเต็มใจมาทำเอง 
 
พอมาแล้วก็รู้สึก สงบ อย่างประหลาด ทั้งๆที่วัดนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปแค่ 2 กิโลเมตร บรรยากาศช่างแตกต่างกันเหลือเกิน 
 นอกวัดยามเย็นนั้นแสนวุ่นวายผู้คนพลุกพล่าน แต่แค่เลี้ยวรถเข้ามาบริเวณวัด กลับทำให้เราลืมโลกภายนอกไปจนหมดสิ้น  
เข้าไปแล้ว แถบไม่อยากออกมา อยากบวชชีอยู่ที่นั้นเลย แต่เราคงจะมีกรรมหนัก จึงต้องออกมาชดใช้กรรมให้มันหมดสิ้นไปก่อน Frown