รอลูกพาไปโรงพยาบาล

posted on 07 Sep 2014 10:43 by deathmoon in Diary
           คนไข้เบาหวานมีน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันมาหลายเดือนปกติเดินทางมารับยาคนเดียวตลอด  แต่วันนี้อยู่ๆมีญาติโผล่มาโวยวายว่า รพ.สต.กักตัวคนไข้ไว้ไม่ยอมส่งตัวไปโรงพยาบาล
 
          ก็เลยบอกญาติคนไข้ไปว่า "ไม่ใช่ว่าทางเราไม่ส่งตัวคนไข้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลนะคะ เราทำหนังสือส่งตัวให้คนไข้แล้วและจัดหาให้มีรถไปส่งฟรีๆ แต่คนไข้ก็ไม่ไป"
 
          ญาติคนไข้ถามหาหลักฐานเลยเอาสำเนาใบส่งตัวมายื่นให้ดู ว่าส่งไปตั้งแต่ 10 กรกฎาคม 57 คุณญาติเงียบค่ะ แต่ส่งสายตาแบบน่าเตะมาให้เราแทน
 
            เราเลยบอกว่า "ใบส่งตัวฉันเขียนเองยื่นใส่มือแม่ของคุณเอง แต่แม่คุณไม่ไป ถ้าคุณยังไม่เชื่ออีก จะให้ฉันไปตามคนไข้ ที่ได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลในวันเดียวกันอีก 3 คนมายืนยันไหมคะ ว่าเขานั่งรอแม่ของคุณคนเดียวเป็นชั่วโมง จนต้องตามหากันให้วุ่น กว่าจะรู้ว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ไป จะรอลูก จะรอให้ลูกเป็นคนพาไป เมื่อคนไข้ยืนยันขนาดนั้นจะให้ดิฉันและจนท.ท่านอื่นๆทำอย่างไร ในเมื่อเป็นสิทธิของผู้ป่วย และมิใช่ภาวะวิกฤตที่ให้สิทธิ จนท.เข้าบังคับหักหาญน้ำใจคนไข้แล้วจับส่งโรงพยาบาล คนไข้บอกกับทางเราว่าจะไปโรงพยาบาลนะแต่จะรอให้ลูกพาไป"  น้ำเสียงที่ใช้พูดราบเรียบมาก พยายามไม่แทรกซึมอารมณ์เจ็บปวดเจ็บใจใส่เข้าไปในน้ำเสียงที่พูดกับญาติ ทั้งๆที่ในใจอยากกระโดดคาบคอซิดมากๆ(เป็นภาษาอีสานคนอีสานจะเข้าใจ) 
 
            ญาติคนไข้ เงียบมองหน้าเรามองหน้าคนไข้แล้วก็มองหน้าเรา แล้วก็หันไปตะคอกคนไข้ว่า "ทำไมไม่บอก รู้ไหมโดนเด็กด่ามันเสียหน้าแค่ไหน ผมมันระดับผู้บริหารแล้ว ลูกน้องบักหลาย(เยอะ) มาถืก(โดน)เด็กน้อยด่ากะย่อนเจ่า(เป็นเพราะคุณ) ตั้งท่าว่าสิมาด่ามันแท้ๆ ถืกมันด่าคืนอีก เจ่านี่มันนนน"พร้อมยกแขนขึ้นทำท่าทางเหมือนจะฟาดคนไข้ เราเลยเข้าไปดึงเอาคนไข้หลบออกมา ตายๆเจอลูกทรพีของจริงเลยเรา ทำท่าจะเดินตามมาอีกเราเลยหลุดปกตวาดออกไป แบบว่ามันน็อตหลุดอ่ะ จะโดนร้องเรียนไหมอ่ะ Foot in mouth   
 
 "หยุดเลยนะ... (เสียงดังมากจนแสบคอ) ถ้าโดนตัวคนไข้แม้แต่นิดเดียวเรื่องถึงตำรวจแน่ ทำร้ายร่างกายบุพการีโดยเจตนาโทษหนักกว่าทำร้ายร่างกายบุคคลทั่วไปนะ อยากเสียอนาคตติดคุกหัวโตไหม" ยืนบังคนไข้อยู่ ถามว่ากลัวไหม ตอบเลยว่ามากกกกก 
 
         แต่มันพูดไปแล้วนิ โชคดีคุณทรพีเขาหยุดแล้วเดินหนี ส่วนคนไข้ร้องไห้อย่างเดียวเลย พยาบาลอย่างเราเอาทิชชู่ให้ซับน้ำตาแล้วเดินหายาดมมาดม คล้ายจะเป็นลมไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาเจออะไรแบบนี้ ปกติคนบ้านนอกจะค่อนข้างเกรงใจเจ้าหน้าที่ ถึงจะทะเลาะกันมาจากบ้าน พอมาถึงสถานที่ราชการก็มักจะสงบๆนิ่งๆกันไว้ ยกเว้นรายไหนเมาไม่รู้เรื่อง หรือคนไข้จิตเวชที่อาการกำเริบ แต่รายนี้รุนแรงเกินไป ถึงขั้นจะมาตบตีบุพการีถึงในสถานที่ราชการ(รพ.สต.ถึงจะขนาดเล็กก็เถอะนะ) หัวใจจะวาย อยู่ รพ.สต.มานานจนลืมเรื่องตื่นเต้นต่างๆที่เคยเจอในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลชุมชนไปแล้ว(หรือเราจะแก่แล้ว) 
 
          นอกจากปลอบใจคนไข้ก็ทำแค่แจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจที่ประจำอยู่ป้อมตำรวจของหมู่บ้านให้ทราบเรื่องไว้ก่อน จะได้ช่วยๆกันเป็นหูเป็นตา อย่างน้อยๆก็น่าจะเกรงใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายโน้นเขาบ้าง 
 
        ทำงานมาห้าปี เรื่องนี้น่าจะแย่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมาแล้วนะ จะทำร้ายแม่แท้ๆของตัวเอง มันเกินไป Tongue out  
          
เขียนเรื่องนี้ใส่สมุดบันทึกไว้นานแล้ว แต่เพิ่งมีเวลามาจับคอมฯ อยู่บ้านนอกก็แบบเนี้ย เงินเดือนขึ้น โอทีออก จะซื้อโทรศัพท์แบบที่เล่นอินเตอร์เนตได้มาใช้กับเขาบ้าง หัวหน้าที่อำเภอก็บ่นว่าติดต่อเราผ่านเฟสบุ๊คไม่ได้ ไลน์ก็ไม่มี ก็คนมันยังบ่มีเงินเนาะ แถมใช้ซัมซุงฮีโร่อยู่ โนเกีย N95 ที่เคยใช้มันลาโลกไปแล้วอ่ะ จะตามงานทวงรายงานก็โทรมาเถอะแปบเดียวรู้เรื่อง โอ้ยๆพอๆ เข้าเรื่องของเราดีกว่า...ก่อนจะออกทะเลไปมากกว่านี้ 
 
เรื่องมีอยู่ว่า
 
คุณแม่พาลูกมาพ่นยา พอเปิดเครื่องพ่นลูกก็ร้องไห้ดิ้นปัดไปปัดมา แม่ไม่พอใจจับลูกเขย่า แล้วก็บ่นแล้วก็ด่าลูก  อีต่างๆนานาสารพัด บ่นเหนื่อยบ่นเบื่อบ่นว่าต้องลางานมาดู เสียงานเสียการกู 
 
เราก็นั่งฟังไปตรวจคนไข้ไป(ที่รพ.สต.เวรนอกเวลาราชการจะมีพยาบาลแค่คนเดียว) ตรวจคนไข้เสร็จเลยเดินไปหา แม่ลูกคู่นั้น และเอื้อมมือไปปิดเครื่องพ่นยา ก่อนจำทำการสั่งสอน เนื้อหาด้านล่างเป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามลอกเลียนแบบ ถ้าคุณยังไม่รู้จักบริบทของประชาชนในพื้นที่และประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณ  ยังไม่ศรัทธาในอุดมการณ์ของคุณ อย่าทำแบบที่ฉันทำ เพราะเป็นการกระทำที่เสี่ยงต่อการโดนร้องเรียนมากๆ(มันจะเสียกำลังใจ) แต่เราทำนะเพราะเรามั่นใจว่าวันนี้ทำดีแล้วและเรามีพยานบุคคล คือคนไข้ที่รอตรวจอยู่ด้านนอกนะแหละ น่ารักมากขอเวลานอกมาจัดการแม่ของคนไข้เด็ก พวกเขาก็ไม่ว่าอะไร หรือบางทีพวกเขาอาจจะอยากจะมาจัดการด้วยตัวเองก็อาจเป็นได้ Cool 
(บทสนทนาด้านล่างได้รับการแปลภาษาให้เป็นภาษากลางแล้ว จะมีความนุ่มนวลกว่าบทสนทนาจริงอยู่เยอะมากโดยเฉพาะคำพูดของแม่เด็ก)
 
เรา  "น้องค่ะ ลูกน้องเพิ่ง 9 เดือนเองนะคะ เขาไม่รู้หรอกค่ะว่าจะทำยังไงให้ตัวเขาเองไม่ป่วย แต่น้องนะ 25 ปีแล้วนะ รู้แล้วใช่ไหมคะว่าอะไรควรอะไรไม่ควร  สาเหตุของการเจ็บป่วยครั้งนี้คืออะไรน้องน่าจะทราบดี การปล่อยให้เด็กนั่งแช่ในกะละมังน้ำ เล่นน้ำตามลำพัง เป็นสิ่งที่เหมาะที่ควรไหมคะ คนเป็นแม่ควรทำแบบนั้นกับลูกไหม แล้วที่ลูกกลัวลูกร้องไห้ คนเป็นแม่ควรจะปลอบลูกใช่ไหมคะ แต่เท่าที่ฟังมาตั้งแต่เริ่มพ่นยาจนพี่ตรวจคนไข้เสร็จไป 3 ราย คำไหนที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นคำปลอบโยนพี่ไม่ได้ยินเลย มีแต่เสียงขู่ เสียงด่า และการจับเด็กเขย่า เด็กเขายังพูดไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะจำในสิ่งที่น้องทำกับเขาไม่ได้นะคะ ถ้าไม่อยากเสียใจตอนแก่ควรรักและแสดงวิธีรักลูกให้ถูกให้ควรกว่านี้"
 
แม่คนไข้ ทำหน้าเบื่อโลก กรอกตาไปหน้า เบ้ปาก "ก็มันเหนื่อยนิ เวรนี้ก็ร้องอยู่ได้" มองหน้าเรา มองหน้าลูกแล้ว เขย่าลูกอีก
 
เรา "ถ้ายังทำแบบนั้นกับเด็กอีก พี่มีสิทธิแยกน้องกับลูกเป็นการชั่วคราวและตามตำรวจมาจัดการนะ" 
 
แม่คนไข้ "มีสิทธิอะไร" มองหน้าเราแบบพร้อมจะตบ คือถ้าไม่ได้อุ้มลูกเราคงโดนตบ แต่ข้างนอกมีตัวช่วยเยอะ คนไข้ข้างนอกเยอะ เราเลยไม่กลัวCry
 
เรา "สิทธิที่ฉันเป็นพยาบาล มีหน้าที่ปกป้องผู้ป่วย ตามจรรยาบรรณวิชาชีพของฉัน และเรื่องการใช่ความรุนแรงในครอบครัว พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ก็ให้สิทธิไว้ "(อยากบอกแบบนี้มาก "คือกูเสือกได้เรื่องนี้กฎหมายอนุญาตให้กูเสือก")
 
แม่คนไข้ หน้าเริ่มซีด ตาเริ่มล่อกแล่ก "ก็ไม่ได้ทำรุนแรงอะไรนักหนานิ จะให้ลูกกูพ่นยาไหม" 
 
เรา "พ่นสิค่ะ แต่...(ลากเสียงยาว)อย่าให้ได้ยินหรือเห็นนะ ว่าทำร้ายเด็ก ว่างๆจะไปหาที่บ้านนะคะ และอย่าคิดว่ากลับบ้านไปจะไปทำร้ายลูกได้นะ เครือข่ายพี่เยอะ หูตาพี่มีกระจายทั่วตำบล" ยิ้มหวานๆให้ 1 ที ก่อนเอื้อมมือไปเปิดเครื่องพ่นยา 
 
คราวนี้มีแต่เสียงเด็กร้อง ไม่มีเสียงแม่ เหลือตามองเป็นระยะๆระหว่างตรวจคนไข้คนอื่นๆ ก็ไม่มีการเขย่า การขู่ด้วยวิธีนี้มันแค่ชั่วคราว แต่จะปลุกจิตสำนึกความเป็นแม่ที่ดีให้เธอได้อย่างไรกันนะ 
 
หลังเหตุการณ์นี้ไม่นาน ออกติดตามเยี่ยมบ้าน พบว่าน้องคนไข้ อยู่บ้านกับยายตามลำพัง ส่วนแม่ของน้องไม่อยู่บ้าน จึงได้พูดคุยไถ่ถามสรทุกข์สุกดิบคุณยายของน้อง คุยไปคุยมาความลับมากมายก็เปิดเผยคุณยายเล่าว่า "แม่มันนะ ไม่ได้เต็มใจมีมัน แต่ที่เอาไว้จนคลอดเพราะไปก่อกรรมทำแท้งมาแล้วมันไม่สำเร็จมันไม่ออก จนท้องได้ 6 เดือนก็คลอด ทำให้มันป่วยมาตลอด ตอนนั้นพ่อของอีน้องมันยังอยู่ ก็พาไปหาหมอไปโรงพยาบาลจังหวัด แต่เคราะห์ร้ายเหลือเกิน(ปาดน้ำตา) พ่อมันไปขับรถส่งของรถชนกับสิบล้อตายเสียก่อนไม่อย่างนั้นคงไม่ลำบากกันแบบนี้(ปาดน้ำตา)  แม่มันเลยพามาอยู่กับยายกับตา แล้วลงไปทำงานที่ระยอง ไปไม่นานก็กลับมากับผัวใหม่ มาเลี้ยงลูกได้แปบเดียวก็มาปล่อยลูกเล่นน้ำแช่น้ำทั้งวัน บอกว่าเด็กมันชอบ ยายกลับมาจากไปรับจ้างขุดมันมาเจอก็ปาไปห้าโมงเย็นแล้งถึงได้เอาอีน้องขึ้นจากน้ำ ตกดึกอีน้องก็ตัวร้อน หายใจติดๆขัดๆ ก็หอบหิ้วกันไปโรงพยาบาลกลางดึก โชคดีที่เดี๋ยวนี้เทศบาลตำบลมีรถฉุกเฉินไปรับไปส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลฟรี ไปถึงหมอเขาก็ให้นอนโรงพยาบาล 8 คืน หมอบอกว่าปอดบวม แม่มันก็มาเฝ้าเป็นบางคืนพอให้ยายได้นอน ผัวมันก็มานะให้เงินไว้ซื้อข้าวกิน ผัวมันก็ดีแต่มันนะชั่ว ทิ้งลูกไม่พอ ตอนนี้มันทิ้งผัวไหม่หอบผ้าหนีไปเป็นเมียน้อยตำรวจในเมืองแล้ว ผัวคนที่มันได้มาจากระยองเขาก็กับระยองไปเมื่อวานนี้ เอาเงินใส่มือให้ยายไว้ ห้าพันบอกเอาไว้ซื้อข้าวกิน มันคงไม่ได้กลับมาหาอีกแล้ว(ปาดน้ำตา) เงินที่มันให้ก็คงใช้ได้ไม่กี่เดือน ยายก็แก่แล้ว แม่อีน้องก็ไม่รู้จะส่งเงินมาให้ไหมลำพังยายไม่ลำบากแต่อีน้องมันจะอยู่ยังไง"
 
ฟังไปก็น้ำตาซึม เรื่องจริงยิ่งกว่าละคร จากที่วางแผนไว้ว่าะมาปลุกจิตสำนึกความเป็นแม่ ให้แม่ของ ด.ญ.น้องซะหน่อย ก็ต้องเปลี่ยนแผน เสนอชื่อน้องเข้าเทศบาล ขอรับเงินช่วยเหลือแทน ปกติยายกับตาได้เงินเดือนผู้เฒ่าคนละ 600 ต่อเดือน ร่วมเป็น 1200 บาทต่อเดือน รวมกับที่รับจ้างเล็กๆน้อยๆได้วันละ 2-3 ร้อยบาทก็พออยู่ได้ แต่ถ้าน้องเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเงินที่ว่าก็ไม่พอใช้ ถึงแม้ว่าไปหาหมอไม่ต้องจ่ายค่ารักษา ตอนไปโรงพยาบาลก็อาศัยรถของเทศบาลไปแต่ตอนเฝ้าไข้คนเฝ้าก็ต้องกินข้าว คนที่อยู่บ้านก็ต้องกินข้าว ค่าใช่จ่ายตรงนี้จะเพิ่มขึ้น ในะขณะที่รายได้ในเดือนนั้นจะมีแค่ เงินเดือนผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว เพราะต้องเฝ้าไข้ไปรับจ้างไม่ได้
 
ชีวิตรันทดแท้หนอ ได้แต่ภาวนาให้แม่เด็กกลับตัวกลับใจ ขอให้ตายายของเด็กแข็งแรง อยู่ด้วยจนเด็กโตพอจะช่วยเหลือตนเองได้ และขอให้เด็กไม่ป่วยบ่อยนัก
 
เรื่องเงินมีคนเข้าช่วยเหลือแล้ว น่าจะเพียงพออาหารการกินตามหมู่บ้าน ผักสวนครัว รั้วกินได้ ยังมีให้เก็บกินเรื่อยๆ มีแค่เสียเงินซื้อข้าวกินเพราะไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง เคยมีที่นานะแต่ขายนาส่งให้แม่ของเด็กเรียน แต่...ขอไม่เล่าดีกว่า ตอนนี้มีคนบริจาคไก่ไข่มาให้เลี้ยง  5 ตัว ตายายและเด็กน้อยก็จะมีไข่ให้เก็บได้วันละ 5 ฟอง เหลือกินก็เอาไปแลกข้าวหรือขายเป็นเงิน สังคมบ้านนอกแบะบ้านนอกแท้ๆมันยังมีนำใจกันอยู่นะ 
 
ก็ติดตามเยี่ยมไปเรื่อยละกัน ขาดเหลืออะไร ก็จะคอยช่วย เรื่องมันเศร้าแต่อยากให้ตอนจบมันแฮปปี้แบบในนิยายจัง จะมีพระเอกมาช่วยไหมนะ...
 
เรื่องชาวบ้านมันงานของเราจริงๆนะ ยุ่งตั้งแต่เกิดยันแก่เลยอ่ะ Cool
 
ป.ลิง.เพื่อนๆมีใครพอจะแนะนำมือถือราคาไม่เกินห้าพัน เป็นโมเด็มต่อเน็ตให้โน๊ตบุ๊คได้และแบบทนไม้ทนมือ พกพาออกท้องที่ท้องทุ่งได้ ช่วยแนะนำหน่อยจิ แบบว่ามาอยู่บ้านนอกนาน ถนนหนทางยังเป็นทางลูกรังสลับคอนกรีตอยู่เลยนะ แต่มีทรูมาขึ้นป้าย 3G  ติดตั้งเสาสัญาณที่ท้ายหมู่บ้าน เขาเอาโบชัวร์มาโฆษณา มีเครื่องพร้อมซิมมาขายอยากรู้ว่าใช้ดีไหม ควรจะซื้อไหม